หน้าแรก

ค้นหานักการเมือง




มารู้จักนักการเมือง

คู่มือคนไทยเพื่อรู้ทันนักการเมือง

ตรวจสอบการเข้าประชุมสภา

เงินเดือนและค่าตอบแทนนักการเมือง

ผลกระทบของโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองต่อความผูกพันพรรคการเมืองของประชาชนในภาคใต้

ผลกระทบของโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองต่อความผูกพันพรรคการเมืองของประชาชนในภาคใต้: กรณีศึกษาอำเภอเมืองและอำเภอวังวิเศษ

จังหวัดตรัง

โดย นางสาวสิริยา รัตนช่วย

 

ความเป็นมา

            การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกที่เกิดขึ้นภายใต้กฎกติกาใหม่ของ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540นั้น ผลปรากฏว่า พรรคไทยรักไทย โดยการนำของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองใหม่ในขณะนั้น สามารถสร้างปรากฏการณ์ทางการเมืองด้วยการประสบชัยชนะในการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย (landslide) อย่างที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดในอดีตกระทำได้มาก่อน อีกทั้งความสำเร็จของพรรคไทยรักไทย มีนักวิชาการหลายท่านได้ชี้ให้เห็นว่าเป็นเพราะพรรคไทยรักไทยเลือกใช้กลยุทธ์ในการเลือกตั้งโดยใช้นโยบายในการหาเสียงที่สามารถเรียกคะแนนเสียงจากประชาชนตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงระดับรากหญ้า ดังที่ รังสรรค์ ธนะพรพันธ์[1]กล่าวไว้ว่า พรรคไทยรักไทยพยายามเสนอทางเลือกใหม่ทางการเมืองด้วยการแข่งขันในเชิงนโยบายสาธารณะ ซึ่งมีการนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายสาธารณะผ่านการจัดการทางการตลาด หรือที่เรียกได้ว่ามีการนำเสนอเมนูนโยบายที่มีลักษณะแบบประชานิยมให้ประชาชนเลือกบริโภคได้ตามความต้องการ อีกทั้งตลอดระยะเวลาการบริหารประเทศของรัฐบาลไทยรักไทย นโยบายสาธารณะภายใต้การนำของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และเรียกขานว่าเป็นนโยบายเชิงประชานิยมหรือนโยบายประชานิยม” (populist policy) โดยมุ่งเป้านโยบายไปยังประชาชนทั่วไปในระดับรากหญ้าเป็นหลัก ดังปรากฏออกมาในรูปของโครงการต่างๆ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โครงการงบพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน ตลอดจนนโยบายที่ใช้ชื่อภายใต้โครงการเอื้ออาทรประเภทต่างๆ เช่น โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร เป็นต้น จะเห็นได้ว่านโยบายสาธารณะส่วนใหญ่ของพรรคไทยรักไทยนั้น มุ่งเน้นไปที่ประชาชนในระดับรากหญ้าเป็นหลัก ซึ่งถือได้ว่าเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นฐานคะแนนเสียงสนับสนุนที่สำคัญอย่างยิ่งในการเลือกตั้ง ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไทยรักไทยจึงได้รับการขนานนามว่าเป็นพรรคการเมืองที่ใช้นโยบายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญให้พรรคการเมืองอื่นๆต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการแย่งชิงคะแนนเสียงจากประชาชนด้วยการแข่งขันเชิงนโยบายสาธารณะอย่างจริงจัง ฉะนั้นเพื่อความสำเร็จและให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยจึงจำเป็นที่จะต้องคงไว้ซึ่งเครื่องมือทางการเมืองในเชิงนโยบายเพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนจากทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด

            จากนัยยะสำคัญในการต่อสู้ของพรรคการเมืองด้วยการสร้างเครื่องมือเชิงนโยบายดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลให้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้หยิบยกโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายกระจายรายได้ด้วยการพัฒนาภาคชนบทและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจชุมชน อันเป็นหนึ่งในนโยบายเชิงประชานิยมที่ถือว่าเป็น สุดยอดโครงการประชานิยม ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในฐานะเครื่องมือทางการเมืองที่ส่งผลให้พรรคไทยรักไทย กวาดที่นั่งส.ส.อย่างถล่มทลายในศึกเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 และการเลือกตั้งทั่วไปปี 2548[2] อีกทั้งโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นโครงการที่สามารถเข้าถึงชาวบ้านทั้งในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชุมชนเมือง จนกลายเป็นแหล่งพึ่งพิงของชาวบ้านโดยตรงในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง หรือเป็นแหล่งเงินทุนในการลงทุนเพื่อสร้างอาชีพเสริมและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและวิสาหกิจขนาดเล็กในครัวเรือน จึงถือได้ว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการอันเป็นกลไกและเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญของพรรคไทยรักไทยที่นำมาใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง เพราะความสามารถในการเข้าถึงประชาชนทั้งระดับรากหญ้าในท้องถิ่น และประชาชนคนชั้นกลางในเขตชุมชนเมืองอันเป็นแหล่งฐานคะแนนเสียงที่สำคัญที่พรรคการเมืองทุกพรรคต้องการช่วงชิง 

ถึงแม้ว่าโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจะเป็นหนึ่งในโครงการของพรรคไทยรักไทยที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง แต่มีนัยยะที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า สำหรับพื้นที่ภาคใต้อันเป็นพื้นที่ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนและนิยมพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเกิดเป็นการก่อตัวในด้านความผูกพันพรรคการเมืองและการสร้างทัศนคติทางการเมืองที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ให้ฝังรากลึก สุดท้ายนำมาซึ่งพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนใต้ที่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดตรัง เป็นจังหวัดที่ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ฐานเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์  และเป็นจังหวัดบ้านเกิดของนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อพรรคประชาธิปัตย์และประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ และที่สำคัญจังหวัดตรังถือได้ว่าเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นเวลายาวนาน ดังผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544และผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ยังเป็นเครื่องชี้ชัดให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงมาแรงและสามารถยึดครองพื้นที่ทั้งหมดได้โดยไม่แบ่งให้พรรคการเมืองใดแทรกเข้ามาได้เลย ฉะนั้นพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความน่าสนใจในการที่จะศึกษาว่า โครงการดังกล่าวของพรรคไทยรักไทยจะสามารถชนะใจประชาชนในพื้นที่ภาคใต้และสามารถสั่นคลอนความนิยมที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ของคนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานคะแนนเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนานได้หรือไม่ อย่างไร และผลจากการใช้เครื่องมือทางการเมืองในเชิงนโยบายจะส่งผลต่อความผูกพันพรรคการเมืองอย่างไร โดยในการศึกษามุ่งความสนใจในสองประเด็นหลัก คือ ประเด็นผลกระทบจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองต่อความผูกพันพรรคการเมืองของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆในพื้นที่ และต่อเนื่องถึงประเด็นผลกระทบจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในแง่ของการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง ผู้นำทางการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

            จากที่มาและความสำคัญของปัญหาข้างต้น จึงเป็นเหตุให้ผู้วิจัยตั้งคำถามในการวิจัยเรื่องนี้ขึ้นมา 4 ประการคือ

1.   โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองของพรรคไทยรักไทย ส่งผลต่อความผูกพันพรรคการเมืองของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองอื่นๆ หรือไม่ อย่างไร ผลกระทบจากโครงการดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความผูกพันพรรคการเมืองของคนกลุ่มใดหรือชนชั้นใดมากที่สุด

2.   โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์ และปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนอย่างไร เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสส. หัวคะแนน คณะกรรมการกองทุน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในชุมชน เกิดการปรับเปลี่ยนอย่างไร

3.   พรรคการเมืองได้สร้างกลไกของพรรคเพื่อแทรกแซงการทำงานของกองทุนหมู่บ้านอย่างไรหรือไม่ อีกทั้งองค์กรและบุคลากรของพรรคการเมืองต่างๆมีส่วนร่วมอย่างไรในการโครงการ

4.   ผลจากการเปลี่ยนแปลงความผูกพันพรรคการเมืองอันเนื่องมาจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จะส่งผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในแง่ของการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง ผู้นำทางการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในภาคใต้ในอนาคตหรือไม่

สมมติฐาน

1.   โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองของพรรคไทยรักไทย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสัมพันธ์ และปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างสส. หัวคะแนน คณะกรรมการกองทุน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในชุมชน การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนความผูกพันพรรคการเมืองของประชาชนในภาคใต้ที่เดิมมีต่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะชนชั้นล่างของสังคมที่เป็นกลุ่มคนรายได้ต่ำ อยู่ในพื้นที่ชนบทที่ต้องพึ่งพาและได้รับประโยชน์จากเงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

2.   โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองของพรรคไทยรักไทย อันนำมาซึ่งความนิยมที่เพิ่มขึ้นของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่มีต่อพรรคไทยรักไทย แต่ยังไม่มากพอที่จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อันเนื่องมาจากการใช้เครื่องมือทางการเมืองในเชิงนโยบายสาธารณะเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนใต้ที่มีความผูกพันพรรคการเมืองอยู่สูง ความผูกพันพรรคการเมืองของคนใต้เกิดจาก การวางตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การสร้างภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรค การสร้างฐานคะแนนเสียงด้วยหัวคะแนน และอาศัยบทบาทของสาขาพรรคเข้ามาร่วมด้วย 

วัตถุประสงค์

1.   เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่มีต่อความผูกพันพรรคการเมือง รวมทั้งพฤติกรรมการเลือกตั้งในแง่ของการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

2.   เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันพรรคการเมืองกับพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนในภาคใต้

3.   เพื่อทำความเข้าใจเหตุผลและปัจจัยที่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือความเสื่อมถอยในความผูกพันพรรคการเมือง

ผลการศึกษา

              ผลการศึกษาที่นำเสนอจะใช้ข้อมูลตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นปีแรกที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศในฐานะรัฐบาล และได้สร้างนโยบายเชิงประชานิยมขึ้น จนถึง 19 กันยายน 2549 ที่เกิดการรัฐประหารและมีการยุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งผลจากการศึกษา พบว่าโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้สร้างความผูกพันพรรคการเมืองใหม่ให้กับพรรคไทยรักไทย และขณะเดียวกันกำลังเริ่มสั่นคลอนความผูกพันพรรคการเมืองเดิมของพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย เนื่องจากผลของโครงการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองของคนตรังที่มีต่อพรรคไทยรักไทยในทางบวกเพิ่มขึ้น ซึ่งทัศนคติดังกล่าวประกอบไปด้วย ทัศนคติต่อพรรคไทยรักไทยและทัศนคติต่อหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ดีขึ้นร้อยละ 53 แต่กลับไม่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงทัศนคติที่มีต่อผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไทยรักไทย ที่ดีขึ้นร้อยละ 35 เนื่องจากประชาชนมองการทำงานและผลงานของพรรคไทยรักไทยแบบแยกส่วนออกจากกัน ความสำเร็จของนโยบายเกิดจากบทบาทของพรรคและหัวหน้าพรรคเป็นหลัก ซึ่งไม่เกี่ยวกับส.ส.ของพรรคที่มีบทบาทในระดับพื้นที่ อีกทั้งผลสัมฤทธิ์ของโครงการกองทุนหมู่บ้านที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนตรังเกิดความพึงพอใจในแนวนโยบายของพรรคไทยรักไทยมากขึ้น ย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองต่อพรรคไทยรักไทยในทางบวกเพิ่มขึ้นเช่นกัน ท้ายที่สุดความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏ จะกลายเป็นชนวนที่เริ่มก่อให้เกิดความสั่นคลอนในฐานคะแนนเสียงและความผูกพันพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อพรรคไทยรักไทยในทางที่ดีขึ้น ร้อยละ 62 และสำหรับเขตเมือง ประชาชนมีทัศนคติต่อพรรคไทยรักไทยดีขึ้นร้อยละ 44 เนื่องจากเขตชนบทเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนระดับล่างของสังคม เป็นกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพาและได้รับประโยชน์จากเงินกองทุนหมู่บ้านมากที่สุด จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนในพื้นที่ชนบทมีทัศนคติต่อพรรคไทยรักไทยดีขึ้นกว่าคนในเขตเมืองซึ่งการใช้โครงการกองทุนหมู่บ้านเพื่อสร้างความผูกพันพรรคการเมืองใหม่ให้กับพรรคไทยรักไทยนั้น กระทำโดยผ่านช่องทางและกลไกทั้ง 4 นั่นคือ

            คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ได้กลายมาเป็นกลไกทางการเมืองที่สำคัญในระดับท้องถิ่น และเป็นช่องทางใหม่ให้กับพรรคในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชุมชน โดยใช้บทบาทแกนนำชุมชนกลุ่มใหม่ อย่างคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านในการเชื่อมต่อกับประชาชนเพื่อสร้างคะแนนเสียงในท้องถิ่น จากข้อมูลที่พบ ประชาชนในพื้นที่ยอมรับว่า คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านมีสายสัมพันธ์ทางใดทางหนึ่งกับนักการเมืองร้อยละ 65.3 ซึ่งพบในลักษณะ มีผลประโยชน์ร่วมกับพรรคการเมือง เป็นหัวคะแนนให้พรรคการเมือง เป็นข้าราชการในท้องถิ่นที่พรรคการเมืองให้การสนับสนุน เป็นต้น ดังนั้น สามารถกล่าวได้ว่า คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ได้กลายมาเป็นกลไกทางการเมืองที่สำคัญ และถือได้ว่าเป็นการขยายช่องทางใหม่ให้กับพรรคการเมืองในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชุมชน โดยใช้บทบาทของกลุ่มแกนนำชุมชนกลุ่มใหม่อย่างคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองต่างๆสามารถใช้ช่องทางนี้ในการเข้าแทรกการบริหารงานภายในโครงการกองทุนหมู่บ้านได้อันจะยังประโยชน์ทั้งต่อตัวคณะกรรมการกองทุนเองและยังประโยชน์ต่อพรรคการเมืองในการสร้างฐานอำนาจท้องถิ่นในระยะยาวต่อไป

            หัวคะแนน ถือได้ว่าเป็นกลไกทางการเมืองในระดับท้องถิ่นที่เข้าแทรกตัวเป็นหนึ่งในคณะกรรมการโครงการต่างๆของท้องถิ่นรวมทั้งโครงการกองทุนหมู่บ้านด้วย พยายามยื่นข้อเสนออันเป็นผลประโยชน์จากความร่วมมือให้กับกรรมการรายอื่นๆเพื่อสร้างกลุ่มพันธมิตรและขยายเครือข่ายต่อไป ส่วนในระดับชาวบ้านบรรดาหัวคะแนนจะคอยช่วยเหลือชาวบ้านและชี้ให้เห็นถึงผลดีของนโยบาย ผลงานที่ปรากฏออกมาของพรรคการเมืองฝ่ายตน รวมทั้งมีการส่งเงินและข้าวของทรัพยากรต่างๆ ให้ชาวบ้าน ด้วยบทบาทเหล่านี้จึงทำให้หัวคะแนนกลายเป็นห่วงโซ่ยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงผู้รับการอุปถัมภ์ในระดับท้องถิ่นเข้ากับพรรคการเมืองและนักการเมืองผู้อุปถัมภ์

            ข้าราชการ เนื่องจากข้าราชการถือเป็นตัวแทนของภาครัฐที่อยู่ในพื้นที่ มีหน้าที่หลักที่จะต้องนำนโยบายมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รับรู้ปัญหาในระดับล่างและคอยรายงานผลการปฏิบัติงานให้กับภาครัฐอยู่อย่างสม่ำเสมอและด้วยความสามารถในการเข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่ประกอบกับบทบาทหน้าที่หลักที่ต้องอิงอยู่กับภาครัฐ จึงกลายมาเป็นสาเหตุที่ทำให้พรรคการเมืองต้องการดึงมาเป็นกลไกสำคัญอีกตัวหนึ่งในการสร้างฐานอำนาจท้องถิ่นและเข้าแทรกโครงการกองทุนหมู่บ้าน โดยเฉพาะพรรคการเมืองในฐานะพรรครัฐบาลอย่างพรรคไทยรักไทยยิ่งมีความได้เปรียบในการใช้กลไกตัวนี้ เนื่องจากข้าราชการและหน่วยงานต่างๆในพื้นที่จะกลายมาเป็นลูกน้องของพรรครัฐบาลทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ  

            องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือได้ว่าเป็นกลุ่มโครงสร้างทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการบริหารท้องถิ่นและมีอิทธิพลทางการเมืองในท้องถิ่นสูง ซึ่งจากการสำรวจการรับรู้ของประชาชน ประชาชนยอมรับรู้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เข้าไปเกี่ยวข้องและเข้าแทรกการดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านค่อนข้างสูงในสายตาของประชาชน ร้อยละ 81.7 ลักษณะที่พบมีทั้งด้านบวกและด้านลบ คือ กรณีที่เข้าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน กรณีที่เข้ามาช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษาและช่วยประสานงานติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ และกรณีใช้อำนาจผลักดันพรรคพวกตนเองเข้าเป็นกรรมการ หรือเข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับการการอนุมัติเงินกองทุน เป็นต้นจาก ข้อมูลที่ปรากฏแสดงให้เห็นความสามารถในการเข้าแทรกในโครงการกองทุนหมู่บ้านขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากความสำคัญดังกล่าวย่อมทำให้พรรคการเมืองต่างๆมีความต้องการที่จะสานสัมพันธ์อันดีต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มโครงสร้างทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ไม่นาน แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการบริหารท้องถิ่นและมีอิทธิพลทางการเมืองในท้องถิ่นสูง ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดสามารถดึงกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นฝักฝ่ายได้ยิ่งเป็นการสร้างข้อได้เปรียบในการสร้างฐานคะแนนเสียงในท้องถิ่นได้เพิ่มขึ้น             

            ในขณะเดียวกันโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกำลังเริ่มสั่นคลอนความผูกพันพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย นั่นคือ การที่ผลจากโครงการกองทุนหมู่บ้านได้ไปเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองของคนตรังที่มีต่อพรรคไทยรักไทยในทางบวกเพิ่มขึ้น ทั้งทัศนคติต่อพรรคไทยรักไทยและทัศนคติต่อหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ดีขึ้นร้อยละ 53 จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลมาถึงพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทั้งในแง่การตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง ผู้นำทางการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของคนตรังบางกลุ่ม ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของผลคะแนนการเลือกตั้งในปี 2544 ที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวในการเลือกตั้งปี 2548 ดังนั้นจากผลสัมฤทธิ์ของโครงการกองทุนหมู่บ้านที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนตรังเกิดความพึงพอใจในแนวนโยบายของพรรคไทยรักไทยมากขึ้น ย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองต่อพรรคไทยรักไทยในทางบวกเพิ่มขึ้นเช่นกัน ท้ายที่สุดความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏ จะกลายเป็นชนวนที่เริ่มก่อให้เกิดความสั่นคลอนในฐานคะแนนเสียงและความผูกพันพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้อย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนที่ปรากฏออกมาทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ส่งผลให้ชุมชนต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิถีบางอย่าง การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่เกิดขึ้นประกอบด้วย 3 ด้านหลักๆ คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการเมืองอีกด้วย ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ

              การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบผลด้านดี

1. การเปลี่ยนแปลงโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

โครงการกองทุนหมู่บ้านกลายมาเป็นแหล่งเงินทุนพึ่งพิงหลักของชุมชนโดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นอันเป็นแหล่งเงินกู้ในระบบที่ภาครัฐส่งลงมาถึงมือประชาชนโดยตรงถึงแม้ว่าแต่เดิมชุมชนจะมีแหล่งเงินของชุมชนอยู่ก่อนแล้ว เช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนเมือง แต่กลุ่มออมทรัพย์ที่มีอยู่แล้วเหล่านี้ตั้งมาจากเงินออมของสมาชิก ไม่ได้ตั้งมาจากเงินสนับสนุนโครงการของรัฐบาลและไม่ได้ตั้งมาเพื่อรองรับเงินกู้ภายนอก ซึ่งแตกต่างจากกองทุนหมู่บ้านที่ถือว่าเป็นการเกิดเพื่อช่วยลดช่องว่างทางโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของคนจน อย่างน้อยในสายตาชาวบ้านถือเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแหล่งใหม่ และมีสิทธิได้รับเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เข้าตาคนจนมากที่สุด

2. การเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการประกอบอาชีพ

เป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดอัตราการกู้ยืมเงินทุนเพื่อไปลงทุนประกอบอาชีพ ทั้งการไปลงทุนสร้างอาชีพใหม่ และการต่อยอดอาชีพเดิม ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแนวความคิดเรื่องการประกอบอาชีพและการทำมาหากินของชาวบ้าน นั่นคือ การสร้างให้เกิดความอยากที่จะสร้างรายได้ พัฒนาอาชีพและพัฒนากิจการของตนเอง เนื่องจากเล็งเห็นถึงช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น ประกอบกับความมั่นใจในการกู้เงินเพราะเป็นกองทุนที่ส่งมาจากภาครัฐ

การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบผลด้านเสีย

1.   การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและการใช้จ่ายเงิน

            ด้วยโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่ง่ายขึ้น ก่อให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น ถือเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องมาสู่พฤติกรรมการบริโภคและการใช้จ่ายเงินที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวบ้าน ดังนั้นเมื่อปัจจัยทางการเงินสนับสนุนย่อมก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภควัตถุมากขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อกองทุนในลักษณะนี้เข้ามาสู่ชุมชนแล้ว ธุระกิจที่เกิดขึ้นตามมาจำนวนมากก็คือ ธุรกิจขายผ่อนชำระสินค้าที่มุ่งเป้าลูกค้าในชุมชน ผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ยิ่งเป็นการกระตุ้นความต้องการในการบริโภควัตถุมากขึ้น

2.การเกิดภาวะหนี้หมุนเวียน

            ผลกระทบที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนคือ การก่อให้เกิดภาวะหนี้หมุนเวียน ซึ่งการที่ภาครัฐหยิบยื่นโครงการอันเกี่ยวเนื่องกับแหล่งเงินทุนเข้ามาสู่ชุมชนอย่างมากมาย อาทิ โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการธนาคารประชาชน การตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ โครงการเหล่านี้ต่างให้โอกาสชาวบ้านในการกู้ยืมเงินแทบทั้งสิ้น ชาวบ้านบางรายโดยเฉพาะในท้องถิ่นเมื่อเกิดพฤติกรรมการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเข้าเป็นสมาชิกทุกโครงการเพื่อมุ่งหวังการใช้สิทธิในการขอกู้จากทุกโครงการที่เข้าร่วม ท้ายที่สุดย่อมหลีกหนีไม่พ้นภาวะหนี้สินหมุนเวียนอันเป็นปัญหาตามมา

              ด้านสังคม

              การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบผลด้านดี

1.   การเปลี่ยนแปลงทักษะการบริหารจัดการภายในชุมชน

            การดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทักษะการบริหารจัดการให้กับชุมชน ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการด้วยตนเอง เนื่องจากจุดประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของโครงการคือ การมอบอำนาจในการบริหารจัดการสู่ชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำร่วมกันแก้ปัญหา และออกกฎระเบียบกันเองให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของแต่ละชุมชน ดังนั้นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีคือ การพัฒนาทักษะการบริหารจัดการของชุมชน การพัฒนาบุคคลกรของชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนของโครงการต่อไป

การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบผลด้านเสีย

1. เกิดความขัดแย้งในชุมชน

            เนื่องจากการบริหารจัดการภายในโครงการกองทุนหมู่บ้านส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่หลักของคณะกรรมการทั้ง 15 คน ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งภายในชุมชนย่อมมีสูง ทั้งความขัดแย้งระหว่างคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านกับสมาชิก สมาชิกที่ได้รับเงินกู้มากกับสมาชิกที่ได้รับเงินกู้น้อย หรือแม้แต่ระหว่างคณะกรรมการด้วยกันเอง ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจมีลักษณะเป็นคลื่นใต้น้ำที่ไม่ร้ายแรงมาก อย่างไรก็ตาม หากปัญหาความขัดแย้งหรือกความไม่พอใจกันภายในชุมชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้ร่วมกันแก้ไขหรือหาความกระจ่างจากข้อสงสัยต่างๆแล้ว คลื่นใต้น้ำที่มีอยู่อาจขยายสู่ความรุนแรงทางการเมืองได้

2. การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม

            ด้วยเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ประกอบกันเข้าทำให้ความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมของชุมชนเปลี่ยนแปลงไป ทำลายวิถีชีวิตในสังคมเกษตรแบบดั้งเดิม และสังคมชนบทที่ไม่มีพฤติกรรมบริโภควัตถุนิยม ทำให้คนคาดหวังและรอคอยความช่วยเหลือผ่านนโยบายของรัฐมากกว่าการหวังพึ่งตนเองและคิดแต่เพียงว่าจะได้ประโยชน์หรือเสียอะไรจากเข้าร่วมโครงการ เป็นการปลูกฝังความคิดแบบมนุษย์เศรษฐกิจให้กับชาวบ้านมากเกินไป ทำให้คนในชุมชนแยกระดับกันตามฐานะรายได้หรือภาระหนี้สินกันอย่างชัดเจนมากขึ้น จนในที่สุดชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นที่เคยผูกพันเสมือนเครือญาติ กลับนับถือกันน้อยลง พึ่งพิงกันตามฐานะรายได้ อิทธิพลทางการเมือง ดังจะเห็นได้ว่าช่องว่างระหว่างวิถีชีวิตของคนเมืองและคนชนบทลดน้อยลงทุกขณะ

              ด้านการเมือง

              การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบผลด้านดี

1.   เกิดการกระจายอำนาจ

            โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองก่อให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการบริหารจัดการจากภาครัฐสู่ชุมชน ไม่ใช่การกระจายอำนาจสู่ท้องที่หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างที่ผ่านๆมา นั่นคือ การกระจายอำนาจในการบริหารให้กับคนในชุมชนร่วมกันคิดร่วมกันบริหารจัดการ โดยให้องค์กรภาครัฐเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาและทำหน้าที่บริหารจัดการแทนในเบื้องต้นให้ก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา หลังจากนั้นอำนาจสิทธิขาดทั้งหมดจะตกอยู่ที่ชุมชน อีกทั้งจากผลการสำรวจพบว่า ในสายตาคนตรังส่วนใหญ่มองว่าโครงการกองทุนหมู่บ้านทำให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ชุมชนอย่างแท้จริง ร้อยละ 57.7 ซึ่งพวกเขามองว่า ภาครัฐได้กระจายอำนาจสู่ชุมชน ทำให้ชุมชนลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐ หันมาพึ่งพาตนเองผ่านโครงการที่รัฐได้กระจายอำนาจมาสู่ชุมชนมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบผลด้านเสีย

1.   สร้างกลุ่มอำนาจใหม่ในชุมชนที่มีลักษณะผูกขาด

            จากหลักการกระจายอำนาจของโครงการกองทุนหมู่บ้านทำให้เกิดการสร้างกลุ่มอำนาจใหม่ในชุมชนขึ้น ซึ่งกลุ่มอำนาจใหม่หมายความถึงคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านทั้ง 15 คนที่มาจากคนในชุมชนทั้งหมด คนกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่เริ่มเข้ามามีบทบาทและเริ่มสร้างอำนาจและอิทธิพลโดยอาศัยอำนาจหน้าที่จากโครงการในการวางกฎระเบียบและอนุมัติเงินกู้ ทำให้สมาชิกที่ต้องการขอกู้เงินซึ่งมีจำนวนเกือบทั้งหมู่บ้านเกิดความเกรงใจและมองว่าตนเองอยู่ในฐานะของผู้ที่ต้องง้อและขอความเมตตาจากคนกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มอำนาจใหม่นี้ก็คือเครือข่ายและมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจเก่าในชุมชน เพียงแต่เมื่อโครงการกองทุนหมู่บ้านเข้ามาทำให้โครงสร้างอำนาจเดิมปรับเปลี่ยนรูปแบบ ขยายเครือข่ายและแตกกลุ่มใหม่ให้กว้างขึ้นเหมือนกับเป็นการแตกหน่อของกลุ่มอำนาจที่ยังคงอยู่ในขั้วเดียวกัน

            จากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองและความผูกพันพรรคการเมืองที่กำลังเริ่มสั่นคลอนอันเนื่องมาจากโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปสู่พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทั้งในแง่การตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง ผู้นำทางการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของคนตรังบางกลุ่ม ดังจะสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมจากผลคะแนนการเลือกตั้งในปี 2544 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในการเลือกตั้งปี 2548 ถึงแม้คะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นจะไม่สามารถล้มบัลลังค์คู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้สำเร็จ แต่ถือได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความผูกพันพรรคการเมืองที่กำลังสั่นคลอนให้เห็นเพิ่มขึ้นและคงปรากฏภาพชัดขึ้น หากไม่เกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเชื่อว่าปรากฏการณ์นี้ทางพรรคประชาธิปัตย์เจ้าของพื้นที่คงทราบดีและต้องมีการปรับกลวิธีทางการเมืองเพื่อรักษาความผูกพันพรรคประชาธิปัตย์ให้อยู่กับคนตรังต่อไป

            โดยสรุป โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองของพรรคไทยรักไทย เป็นโครงการที่พรรคไทยรักไทยส่งลงมาสู่ชุมชน เพื่อต้องการกลไกทางการเมืองและเปิดช่องให้พรรคการเมืองสามารถส่งคนหรือสร้างคนลงไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มแกนนำชุมชนกลุ่มใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของโครงการกองทุนหมู่บ้าน ที่ไม่ใช่เพียงแค่จะส่งเงินลงไปทำงานอย่างเดียว แต่ยังเปิดช่องให้พรรคการเมืองต่างๆ (ไม่ใช่เพียงพรรคไทยรักไทย)สามารถส่งคนลงไปแทรกเป็นกลุ่มผู้นำใหม่ และนำไปสู่การสร้างฐานคะแนนเสียงให้พรรคได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความแตกต่างจากภาคอื่นๆ ตรงที่มีลักษณะของความผูกพันพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ในระดับสูง ยิ่งทำให้พรรคไทยรักไทยต้องพยายามใช้กลไกทางการเมืองทุกช่องทางในการแย่งชิงคะแนนเสียง

            ดังนั้น จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและข้อมูลจากการสำรวจประชาชนในจังหวัดตรัง 300 คน โดยใช้แบบสอบถาม ดังผลการศึกษาที่แสดงไว้ข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยพบความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเริ่มเกิดขึ้น คือ ประชาชนในจังหวัดตรัง มีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองต่อพรรคไทยรักไทยและหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในทางบวกเพิ่มขึ้น ประชาชนเห็นถึงผลสัมฤทธิ์ในนโยบายต่างๆของพรรคไทยรักไทยที่ผ่านมามากขึ้น รวมทั้งโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ประกอบกับผลคะแนนการเลือกตั้งในปี 2544 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในการเลือกตั้งปี 2548 ของพรรคไทยรักไทย จึงเป็นเหตุที่ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า ความผูกพันพรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดตรังกำลังเริ่มเคล้าลางแห่งความสั่นคลอนแล้ว และจะเริ่มปรากฏให้เห็นเพิ่มขึ้น หากไม่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ข้อเสนอแนะ

            จากผลการศึกษาทำให้ผู้วิจัยเกิดมุมมองที่ต้องการสะท้อนให้แก่ผู้อ่าน ทั้งในแง่การดำเนินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในระดับพื้นที่และแง่มุมทางการเมือง โดยผ่านทางข้อเสนอแนะ ดังนี้

              1. โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ดำเนินการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ถึงแม้ผลสัมฤทธิ์ที่ปรากฏออกมาจะถูกใจประชาชน แต่มิใช่ว่าปัญหาอันเกี่ยวเนื่องจากการดำเนินโครงการจะไม่ปรากฏ ซึ่งปัญหาที่พบส่วนใหญ่ในระดับพื้นที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องความโปร่งใสและเป็นธรรมของคณะกรรมการกองทุน การไม่มีวินัยในการส่งคืนเงินกู้ของสมาชิก ปัญหาการขาดส่งบัญชีงบดุล ปัญหาความแตกแยกภายในชุมชน เป็นต้น ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ทุกชุมชนกำลังเผชิญอยู่ หากมองให้ลึกถึงต้นตอปัญหาเหล่านี้จะพบว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากหลักเกณฑ์เบื้องต้นของโครงการที่กำหนดไว้ แต่เกิดจากตัวบุคคลในชุมชนเป็นหลัก ดังนั้นแนวที่ภาครัฐควรเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเร่งให้มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล และการประเมินที่เน้นดูจากผลการชำระเงินและบัญชีงบดุลแล้ว ภาครัฐควรมีการปรับพื้นฐานและเตรียมความพร้อมในด้านทรัพยากรบุคคลในพื้นที่ให้จริงจังกว่าที่เป็นอยู่ ที่ปัจจุบันมีเพียงแค่การจัดอบรมกฎระเบียบให้กับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชุดใหม่เพียง 15 คนและใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้นในการอบรม ต่อจากนั้นค่อยส่งมอบหน้าที่ให้พัฒนากรเป็นผู้ดูแลและคอยอธิบายข้อสงสัยเป็นเรื่องๆไป ซึ่งข้อมูลที่ผู้วิจัยได้รับจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตรัง พบว่าบุคคลากรที่ดูแลรับผิดชอบโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองระดับจังหวัด มีเพียง 2 คนเท่านั้น ถือเป็นการทำงานที่หนักมากในการดูแลภาพรวมทั้งจังหวัด ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะ คือ

                    - ภาครัฐควรเตรียมบุคคลากรในด้านงานพัฒนาขึ้นมารองรับโครงการและงานที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยการจัดผู้มีความรู้หลากหลายด้านเข้าร่วมในงานด้านการพัฒนา ทั้งผู้มีความรู้ด้านพัฒนาชุมชน ด้านกฎหมาย ด้านการบริหารจัดการ ด้านบัญชี เป็นต้น เพื่อเป็นการกระจายงานและหน้าที่ความรับผิดชอบให้ถูกกับคนและถูกกับงาน อันเป็นการแก้ปัญหาภาระงานและการจัดบุคคลากรผู้ให้ความรู้แก่ชุมชน

                          - การจัดอบรมให้ความรู้ควรกระทำอย่างจริงจัง มีการให้ความรู้เพื่อใช้ในการดำเนินการอย่างรอบด้านครบถ้วน ควรมีการกำหนดเวลาในการลงพื้นที่ของพัฒนากรให้ชาวบ้านทราบอย่างแน่นอน เช่น ทุกต้นเดือน เป็นต้น รวมทั้งควรมีการจัดอบรมให้ความรู้และแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นในมุมมองภาครัฐให้ชาวบ้านทราบเป็นระยะๆ เช่น ทุกหกเดือน แนวทางทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการขาดความรู้ในการปฏิบัติงาน และการขาดความเข้าใจถึงกฎกติกา บทบาทหน้าที่ที่พึงปฏิบัติทั้งในฐานะของคณะกรรมการกองทุนและในฐานะสมาชิก

                           - การปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกที่ดีให้กับทุกฝ่าย ถึงแม้จะเป็นเพียงนามธรรมและเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดแต่กลับสร้างยากที่สุด จึงจำเป็นที่ทั้งภาครัฐ ประชาชน และนักการเมืองต้องเร่งสร้างให้เกิดขึ้นในจิตใจตนให้ได้ เพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในทุกด้าน

              2. ภาพสะท้อนทางการเมืองอันเกิดจากการงานวิจัยฉบับนี้ ทำให้ผู้วิจัยเข้าใจถึงการต่อสู้ทางการเมืองแนวใหม่ที่เน้นการสร้างฐานคะแนนเสียงด้วยระบบอุปถัมภ์เชิงนโยบายเพื่อสร้างให้พรรคการเมืองเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ที่ส่งตรงผลประโยชน์สู่ประชาชนผ่านนโยบายแนวประชานิยม เน้นการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่พรรคและหัวหน้าพรรค รวมทั้งลดบทบาทของส.ส.ลง เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความจงรักภักดีแก่พรรคโดยตรงและแปรเปลี่ยนมาเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียหลายประการดังที่ทราบกันดี ฉะนั้นผู้วิจัยจึงได้เสนอข้อเตือนใจแก่ทุกฝ่าย คือ

                           - สำหรับประชาชน การให้การสนับสนุนนโยบายหรือพรรคการเมือง อย่าพึงตระหนักเพียงผลประโยชน์จากนโยบายที่จะเกิดแก่ตนอย่างเดียว จำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดกับสังคมโดยรวมประกอบด้วย เช่น ผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดิน สภาวะทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการเมือง อันสืบเนื่องจากระบบการทำงานและแนวนโยบายของพรรค เป็นต้น อีกทั้งไม่ควรมอบความจงรักภักดี โดยไม่คอยติดตามและปฏิเสธการดำเนินงานทางการเมืองอันขัดกับแนวทางประชาธิปไตย

                     - สำหรับพรรคการเมืองและนักการเมือง การกำหนดนโยบายควรคำนึงถึงความสามารถที่พรรคสามารถปฏิบัติให้เป็นจริงได้และความเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในขณะนั้น ควบคู่กับการมุ่งหวังเพื่อใช้ในการหาเสียง ซื้อใจประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากความสามารถในการดำเนินนโยบายให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรมได้จริงย่อมส่งผลทั้งต่อความมีเสถียรภาพทางการเมืองและคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นั่นหมายความว่า พรรคการเมืองต่างๆอย่าเพียงแค่สร้างนโยบายแนวประชานิยมขึ้นมาต่อสู้กันเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงศักยภาพของพรรคและของประเทศร่วมด้วย เพราะหากพลาดพลั้งไปนโยบายเรียกคะแนนเหล่านี้จะกลายเป็นดาบสองคมกลับมาทำลายทั้งพรรคการเมืองและประเทศชาติได้



[1] รังสรรค์ ธนะพรพันธ์. 2544. คู่มือการเมืองไทย. กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ. หน้า 21–26.

[2] แหล่งที่มา: http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9490000050229 [วันที่ 10 มีนาคม 2550]

ปฏิทินการเมือง

« ธันวาคม 2017 »
อาพฤ
12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31

เกาะติดสถานการณ์

  • No upcoming events available

วาทะนักการเมือง

"..คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจมีการศึกษาน้อย ก็ไม่มีกำลังปัญญาที่จะสอนลูกแยกแยะถูกผิด ผิดชอบชั่วดี อันนี้เราก็ต้องกังวลกลุ่มคนพวกนั้น ถ้าเป็นกลุ่มชนชั้นกลางคุณพ่อคุณจบปริญญาตรีก็ไม่ต้องสอนอะไรเยอะ ลูกก็คงจะรู้ว่าสิ่งนี้ควรสิ่งนี้ไม่ควร.."

ลัดดา ตั้งสุภาชัย

งบประมาณดูงานต่างประเทศ

คดีทุจริตของนักการเมือง

คดีนักการเมือง